การพัฒนาอินเทอร์เน็ตสำหรับการเพิ่มศักยภาพในเรื่องเศรษฐกิจ

การใช้งานด้านอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น ได้เพิ่มศักยภาพในการทำงาน และได้สร้างประโยชน์ อย่างมากแก่ผู้บริโภค
ในอดีตหลายคนอาจมีความเห็นว่า ผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรกับระบบเศรษฐกิจ แต่อีกหลายทัศนะของผู้นิยมด้านเทคโนโลยี ได้มีความหวังถึงวิวัฒนาการใหม่ๆ ที่จะมีต่อเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบจากการใช้อินเทอร์เน็ตในด้านต่างๆ ต่อระบบเศรษฐกิจในอีก 5 ปีข้างหน้า และได้มีผลสรุปออกมาว่า อินเทอร์เน็ตมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ด้านอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน

การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมาก ซึ่งเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงขนาดของตลาดในอนาคต และอัตราการเติบโต แม้จะเป็นตัวเลขเพียงไม่กี่เปอร์เซนต์ ก็จะมีผลอย่างมากถ้าการเพิ่มประสิทธิภาพได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้ว่าจะคาดเดาอัตราการเติบโตได้ยาก แต่ตัวเลขนี้มีความสำคัญอย่างมาก สำหรับองค์กรในการตัดสินใจแผนในการลงทุน

ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาแนวโน้มของอัตราการเติบโต สำหรับประสิทธิภาพในการทำงานนั้น ค่อนข้างที่จะเดาได้ยาก เนื่องจากมีการแกว่งตัวในช่วงที่กว้างมาก แต่อย่างไรก็ตามในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 เปอร็เซนต์ต่อปี ตั้งแต่ปี 1995-2000 ซึ่งจากรายงานการศึกษาพบว่า ได้มีการลงทุนอย่างมหาศาลในด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีโทรคมนาคมตั้งแต่ยุค 90 และที่มาของการลงทุนนั้น ไม่ใช่เพียงวงจรการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ในรายงานยังได้สรุปว่า อินเทอร์เน็ตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะส่งผลให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงานอย่างมากในอีก 2-3 ปีข้างหน้า แต่ทุกท่านควรที่จะระวังไว้อย่างหนึ่งว่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า อนาคตจะเป็นเช่นไร และจะมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างเช่นที่ผ่านมาหรือไม่

และข้อสรุปบางประการในความสัมพันธ์ของเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต และภาวะเศรษฐกิจที่ได้จากการศึกษาดังนี้
– ความสามารถในการลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร
– เนื่องจากการติดต่อสื่อสารที่เกิดขึ้นอย่างเป็นประจำทุกวัน สามารถทำได้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น และที่สำคัญด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ามาก จากการใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ซึ่งในหลายบริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในองค์กรที่มีการใช้การสื่อสารข้อมูลอย่างมาก อาทิ ธุรกิจการเงินและสาธารณะสุข สามารถลดต้นทุนได้อย่างมากเลยทีเดียว
– เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการ
– จากการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการจัดการสำหรับการพัฒนาผลิตภัฒฑ์, ระบบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management), และทางด้านอื่นๆ ในการดำเนินธุรกิจ ได้ช่วยให้องค์กรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้ามองลึกเข้าไปถึงกระบวนการต่างๆ ก็จะเห็นผลกระทบในการปรับโครงสร้างการทำงานที่มีรูปแบบมากยิ่งขึ้น
– เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน, โปร่งใสในระบบราคา, และความสามารถในการขยายตลาด
– อินเทอร์เน็ตสามารถนำตลาดเข้ามาให้ใกล้กับแบบจำลองด้านการตลาด ที่เห็นได้ทั่วไปในตำราเรียน ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านการตลาดที่สมบูรณ์ ซึ่งมีกลุ่มผู้ซื้อ และผู้ขายจำนวนมาก เข้ามาเป็นกลไกทางการตลาดที่เปี่ยมไปด้วยข้อมูลในด้านต่างๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของตลาดในฝันเลยก็ว่าได้
– ผู้บริโภคสามารถเลือกสินค้าและบริการได้มากขึ้น, มีความสะดวกและเพิ่มความพึงพอใจสำหรับผู้บริโภค
– ประโยชน์ต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จะส่งผลอย่างมากในการให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะมีตัวเลือกในตลาดมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือ ความพึงพอใจของผู้บริโภคที่เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกปัจจัยหนึ่ง ในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

ประโยชน์ใหม่ๆ สำหรับระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ประโยชน์ที่แท้จริงของอินเทอร์เน็ต และขอบเขตในการนำไปใช้นั้น ขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตของการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และการนำไปใช้อย่างจริงจังหรือไม่ ในแต่ละภาค อุตสาหกรรมที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต จะเข้ามาช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างมาก ก็คือบุคลากรในองค์กรต่างๆ ที่จะต้องมีการปรับตัว และพร้อมที่จะรับวัฒนธรรมองค์กร ในรูปแบบใหม่ได้

โดยสรุปแล้วอินเทอร์เน็ตมีส่วนสำคัญอย่างมาก ต่อระบบเศรษฐกิจซึ่งช่วยให้องค์กร และภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนได้อย่างมาก โดยจะส่งผลให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งนี้ตัวอย่างที่ให้ได้ใกล้ตัวในขณะนี้ก็คือ การนำเอาอินเทอร์เน็ตมาใช้งานในภาครัฐ และการสาธารณะสุข ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบเก่ามาเป็นเวลานาน โดยประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการใช้งานนั้น มากมายมหาศาล จนไม่สามารถตีค่าได้เลย เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกคนในประเทศโดยภาพรวม

เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย

wifiWi-Fi (Wireless Fidelity) เป็นเทคโนโลยีในการส่งข้อมูลแบบไร้สายประเภทหนึ่งโดยใช้ความถี่วิทยุในการรับส่งข้อมูล ความถี่ที่ใช้ก็คือ 2.4GHz และ 5GHz จุดประสงค์หลักก็เพื่อเชื่อมต่อเข้ากับระบบ LAN แบบไม่ต้องใช้สาย ดังนั้นข้อดีอย่างหนึ่งของ Wi-Fi ที่เห็นได้ชัดคือการมี Mobility หรือการมีอิสระในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อเข้าระบบ เพราะว่าการเชื่อมต่อผ่านคลื่นวิทยุทำได้สะดวกกว่าการใช้สาย LAN แบบเดิม แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน นั่นก็คือระยะทำการอยู่ที่ประมาณ 150 ฟุต ลักษณะของการใช้งาน Wi-Fi ในปัจจุบันมักจะใช้คู่กับอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยการเชื่อมต่อเข้ากับตัว Access Point เพื่อกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต ใช้งานภายในบริเวณบ้าน สถานศึกษา บริษัท หรือองค์กรต่างๆ

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สายได้กลายเป็นบริการมาตรฐาน สำหรับธุรกิจ ร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, หอพัก, อพาร์ทเมนท์, โรงแรมไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะทำให้ท่านสามารถให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ลูกค้าผู้มาใช้บริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยไม่ต้องมีระบบคอมพิวเตอร์ใดๆหรือเดินสายใหม่ให้ยุ่งยาก อีกทั้งยังทำรายได้และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจให้กับท่านอีกด้วย ระบบอินเตอร์เน็ตแบบไร้สายทั่วไปนั้นยุ่งยากต่อการใช้งานและไม่สามารถควบคุมเวลาการใช้งานและความเร็วได้ ทำให้เจ้าของกิจการไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้จากลูกค้าได้ตามต้องการ หรือในกรณีที่ต้องการมีระบบควบคุมที่ดีนั้น ผู้ให้บริการจำเป็นต้องลงทุนซื้อระบบที่มีราคาแพงและมีความซับซ้อน โดยจะต้องมีเจ้าหน้าที่เทคนิคในการดูแลระบบอีกด้วย ทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆนั้นไม่คุ้มกับผลตอบแทนที่เจ้าของกิจการควรจะได้รับ

ประโยชน์ของระบบเครือข่ายไร้สาย

1. มีความคล่องตัวสูง ดังนั้นไม่ว่าเราจะเคลื่อนที่ไปที่ไหนหรือเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปตำแหน่งใดก็ยังมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายตลอดเวลา
2. สามารถติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว เพราะไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งสายเคเบิล และไม่รกรุงรัง
3. สามารถขยายระบบเครือข่ายได้ง่าย เพราะเพียงแค่มีพีซีการ์ดมาต่อเข้ากับโน๊ตบุ๊คหรือพีซีก็เข้าสู่เครือข่ายได้ทันที
4. ลดค่าใช้จ่ายโดยรวมที่ผู้ลงทุนต้องลงทุนซึ่งมีราคาสูง เพราะในระยะยาวแล้วระบบเครือข่ายไร้สายไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุงรักษาและการขยายเครือข่ายก็ลงทุนน้อยกว่าเดิมหลายเท่า เนื่องด้วยความง่ายในการติดตั้ง
5. เครือข่ายไร้สายทำให้องค์กรสามารถปรับขนาดและความเหมาะสมได้ง่ายไม่ยุ่งยาก เพราะสามารถโยกย้ายตำแหน่งการใช้งานโดยเฉพาะระบบที่มีการเชื่อมระหว่างจุดต่อจุด

การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา

การจัดการเรียนการสอนปัจจุบันได้นำทฤษฎีการเรียนรู้และหลักการแนวคิดทางเทคโนโลยีการศึกษาในทัศนะต่างๆมาใช้ร่วมกันอย่างผสมผสานเพื่อก่อให้เกิดคุณภาพของการสอนเทคโนโลยีทางการศึกษาการใช้วัสดุอุปกรณ์เข้าช่วยในการจัดการเรียนการสอนได้มีบทบาทอย่างมากในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการสอน ให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุจุดประสงค์ทำให้เกิดสภาพการณ์ที่มั่นใจได้ว่าจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์ของบทเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ 4 ประการ คือ

1. ให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้อย่างแข็งขัน ด้วยความพึงพอใจและเต็มใจที่จะเรียนรู้
2. ให้ผู้เรียนได้รับข้อมูลย้อนกลับอย่างฉับพลัน ช่วยกระตุ้นผู้เรียนต้องการจะเรียนรู้ต่อไป
3. ให้ผู้เรียนได้รับการเสริมแรงด้วยการให้ประสบการณ์แห่งความสำเร็จเรียนรู้ด้วยความพอใจ
4. ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เป็นขั้นตอนทีละน้อย ไม่เกิดความดับข้องใจ เรียนด้วยความสนใจ พอใจ และไม่เบื่อหน่าย

จากหลักการและแนวคิดข้างต้นจะเห็นว่าการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันการจัดทำแผนภาพแผนภูมิหาวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนซึ่งไม่เคยใช้มาก่อนเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาการจัดให้มีการสร้างจัดหาวัสดุอุปกรณ์ประกอบการสอนเป็นสิ่งจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนการจัดให้ครูทำบันทึกการสอนตามลำดับขั้นตอนการสอนของกิจกรรมการเรียนการสอนซึ่งครูไม่เคยทำการบันทึกมาก่อนเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยสร้างบทเรียนสำเร็จรูปใช้ในการเรียนการสอนอย่างนี้เป็นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษาขอเสนอแนวดำเนินการการจัดทำบทเรียนสำเร็จรูป และบทเรียนโปรแกรม เพื่อใช้ในการเรียนการสอน

อินเทอร์เน็ตกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับลูกค้า

อินเทอร์เน็ตนับว่าเป็นนวัตกรรมหนึ่งที่มหัศจรรย์และมีผลกระทบมากที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก นอกจากนี้อินเทอร์เน็ตยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ การกระจายความรู้ การแลกเปลี่ยนความรู้ให้ได้กว้างขวางมากขึ้น ในเวลาที่รวดเร็วและค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง อินเทอร์เน็ตจึงกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร เครื่องมือสนับสนุนการทำงานร่วมกันขององค์กรต่าง ๆ ที่ทรงประสิทธิภาพ

ระบบความร่วมมือระหว่างองค์กรนี้เองได้กลายเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันสำหรับองค์กร เนื่องจากความซับซ้อนในการดำเนินการต่าง ๆ มีมากขึ้น เช่น การสร้างนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์ กระบวนการหรือบริการที่เป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันขององค์กรนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องการความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย หรือที่เรียกว่า Multidisciplinary knowledge ซึ่งเป็นเรื่องยากที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะมีความรู้ความสามารถ และดำเนินการได้เพียงลำพัง ดังนั้นองค์กรที่มีความรู้และความสามารถในการจัดการความรู้ที่ดีโดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือย่อมมีความได้เปรียบในการแข่งขันมากกว่าองค์กรที่มีขนาดใหญ่ หรือองค์กรที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน แต่ขาดระบบการจัดการความรู้ที่ดี

อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งเครื่องมือและสื่อที่ช่วยให้องค์กรกับลูกค้าสามารถติดต่อกันได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบริการไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือบริการผ่านทางเว็บไซต์ระบบ call center เป็นตัวอย่างหนึ่งที่องค์กรจำนวนมากพัฒนาเพื่อช่วยเสริมสร้างระบบบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความพึงพอใจกับผู้ใช้บริการที่เรียกกันว่าระบบ CRM (Customer Relationship Management) ระบบ Call center มีทั้งระบบโทรศัพท์และระบบเว็บ โดยระบบ Call center นี้ จะเชื่อมเข้ากับระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่น ฐานข้อมูลลูกค้า ระบบสินค้า ระบบบริการและอื่น ๆ เพื่อที่สนับสนุนข้อมูลสำหรับองค์กรในการตัดสินใจและให้บริการต่าง ๆ ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี และก่อให้เกิดความพึงพอใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างองค์กรกับลูกค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการแข่งขันขององค์กร จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่องค์กรต่าง ๆ มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ให้บริการผ่านเว็บไซต์เพื่อให้บริการกับลูกค้าของตนเองในจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

แม้ว่าเทคโนโลยีที่สนับสนุนการดำเนินการลูกค้าสัมพันธ์จะดีเพียงไรก็ตาม บุคลากรก็ยังนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดขององค์กรที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขัน เพราะหากมีเพียงเทคโนโลยีที่ดีแล้วแต่ขาดบุคลากรที่มีคุณภาพ ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้ผลลัพธ์ของการใช้ทั้งเทคโนโลยีและบุคลากรออกมาดีได้ ตัวอย่างเช่น หากระบบ Call center สามารถสนับสนุนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการให้บริการกับลูกค้า แต่พนักงานที่ให้บริการไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้หรือแสดงกริยามารยาทที่ไม่เหมาะสม ทำให้ลูกค้าหรือผู้ใช้บริการไม่พึงพอใจ ก็นับได้ว่าเป็นความล้มเหลวในเรื่องของการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันจากการตอบสนองความต้องการและการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า ดังนั้นการพัฒนาประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ

องค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาองค์กรโดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร

8

นอกจากนี้เทคโนโลยีเหล่านี้ยังถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรในอนาคต ดังจะเห็นได้จากเดฟ อุลริช ปรมาจารย์ทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ระบุว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันธุรกิจในอนาคต เช่นเดียวกันกับ คัมมิ่งและเวอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาองค์กรและการบริหารการเปลี่ยนแปลงได้จัดให้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กร

เทคโนโลยีที่ใช้กันในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูล การแก้ไขเปลี่ยนแปลง การเรียกดูข้อมูล การประมวลผล การใช้งานร่วมกันแบบหลายๆ คน และการวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ง่ายขึ้น มีค่าใช้จ่ายต่ำลง เพิ่มคุณค่าและประโยชน์ในการใช้งานข้อมูล และสารสนเทศที่ได้มาจะมีคุณภาพในการนำไปวิเคราะห์และใช้งานมากเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันเทคโนโลยียังสามารถช่วยให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการในการผลิตและการทำงานให้มีต้นทุนที่ต่ำลง ใช้เวลาในการทำงานที่ลดลง และได้สินค้าหรือผลลัพธ์ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ดังนั้น เทคโนโลยีจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาองค์กรเป็นอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ในการพัฒนาองค์กรสามารถทำได้หลายระดับและหลายรูปแบบ เช่น การนำไปจัดระบบกระบวนการผลิตอัตโนมัติ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาองค์กรดังต่อไปนี้

ในปัจจุบันหลายๆ องค์กรให้ความสนใจกับการพัฒนาองค์กร โดยเฉพาะการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร บ้างก็ยุบรวมหน่วยงาน บ้างก็แยกหน่วยงานออกมา บ้างก็ตั้งหน่วยงานกลางขึ้นมาสนับสนุนและประสานงาน ซึ่งในอดีตเราอาจจะต้องมีทีมงานขึ้นมาทำหน้าที่เป็นพิเศษและต้องใช้เวลาหลายวันหรือเป็นสัปดาห์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันมีซอฟท์แวร์หลายๆ บริษัทที่พัฒนาการใช้งานในด้านของการจัดโครงสร้างองค์กรขึ้นมา โดยให้ผู้บริหารสามารถทดลองปรับเปลี่ยนองค์กรเพียงแค่คลิกเมาท์แล้วไปวางหน่วยงานที่ต้องการไปยังตำแหน่งที่ต้องการ ข้อมูลต่างๆ ของหน่วยงานนั้นๆ ทั้งหมดก็จะถูกปรับเปลี่ยนไปทั้งข้อมูลตำแหน่ง ข้อมูลหน่วยงาน และข้อมูลผู้บังคับบัญชาโดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้บริหารสามารถประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรได้ง่ายและชัดเจนมากขึ้น